วิธีการวางแผนการตลาดออนไลน์ มีวิธีการอย่างไรบ้าง?? สามารถอ่านได้ที่นี่

วิธีการวางแผนการตลาดออนไลน์ มีวิธีการอย่างไรบ้าง?? สามารถอ่านได้ที่นี่

6 ช่องทางเพื่อการตลาดออนไลน์ที่น่าสนใจ

วิธีการวางแผนการตลาดออนไลน์ การแข่งขันอย่างรุนแรงของการตลาดดิจิทัลทำให้เราตระหนักได้ว่า แท้จริงแล้วการแข่งขันไม่ใช่การแข่งกับคู่แข่งทางธุรกิจคนอื่นไกล แต่เป็นการแข่งกับตัวเอง และ ความสนใจของลูกค้ามากกว่า เพราะ บนโลกออนไลน์มีสื่ออยู่เป็นจำนวนมาก และจะมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม การทำการตลาดดิจิทัลยังคล้ายการทำตลาดแบบดั้งเดิมอยู่ แต่สิ่งที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดคือ ลักษณะทางกายภาพ ขั้นตอนการทำ และกลุ่มเป้าหมาย ดังนั้นเราขอนำเสนอ 6 ขั้นตอนการเปลี่ยนจากคนแปลกหน้า เป็นลูกค้าตลอดกาล ที่จะช่วยให้การทำการตลาดดิจิทัลของคุณชัดเจนมากขึ้น และมุมมองการทำการตลาดดิจิทัลของคุณจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ขั้นตอนที่ 1 Awareness สร้างการรับรู้

ข้อดีของการใช้การตลาดออนไลน์คือความสามารถในการ ‘สร้างการรับรู้’ โดยใช้งบประมาณในการเริ่มต้นที่ต่ำ และสามารถวัดผลได้เร็วและสะดวกกว่าสื่อ Traditional media ส่วนข้อเสียคือ บนโลกออนไลน์มีสื่ออยู่เป็นจำนวนมากกว่า และต่างแข่งขันกันอย่างรุนแรงเพื่อให้เสียงของตนเข้าถึงการรับรู้ของผู้มุ่งหวัง กรณีที่แบรนด์ของคุณยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง

หากเราไม่ทำการตลาดออนไลน์เพื่อสร้างการรับรู้อย่างมีประสิทธภาพและถูกทาง ก็เปรียบเสมือนธุรกิจของคุณไม่มีตัวตนบนโลกออนไลน์เลย ดังนั้น! สิ่งที่จำเป็นต้องทำในขั้นตอนนี้คือ การสื่อสารให้กลุ่มเป้าหมายของคุณเข้าใจว่าทำไมพวกเขาเหล่านั้น จึงเหมาะสมกับสินค้าหรือบริการของแบรนด์

คุณสามารถสร้างการรับรู้ผ่านการตลาดออนไลน์ได้ 2 รูปแบบดังนี้ แบบที่ 1 – การใช้ Inbound Marketing การใช้การตลาดแบบดึงดูดให้คนเข้ามาหาคุณผ่านช่องทางออนไลน์ หรือ Inbound Marketing ซึ่งเริ่มถูกพูดถึงในประเทศไทยมากขึ้น สื่อสารด้วย Content Marketing การทำ Search Engine Optimization (SEO)

ให้ถูกหาเจอบน Google การใช้สื่อ Social Media ต่าง ๆ เช่น Facebook, LINE, Youtube หรือ Instagram เป็นต้น การใช้ Email Marketing การตลาดแบบปากต่อปาก การสื่อสารผ่านเว็บบอร์ด การทำ Inbound Marketing นี้จะเน้นไปที่การใช้ช่องทางที่ไม่มีค่าใช้จ่าย โดยสามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้จากบทความ 6 ช่องทาง

การเพิ่ม Traffic สำหรับ E-commerce แบบฟรี ๆ แต่ได้ผลชะงัด แบบที่ 2 – การใช้ Outbound Marketing คือการใช้การตลาดแบบผลัก โดยหลักแล้วจะใช้การโฆษณาผ่าน Social Media ต่าง ๆ ซึ่งข้อดีของการลงโฆษณาบนสื่อออนไลน์ก็คือ สามารถลงโฆษณาโดยใช้งบประมาณเริ่มต้นที่ต่ำได้อย่างแม่นยำและตรงกลุ่มกว่าสื่อแบบ Traditional ประเภท โทรทัศน์, วิทยุ หรือสื่อสิ่งพิมพ์ และนอกจากนั้นยังสามารถวัดผลได้อย่างเร็วและสะดวก Facebook Ads LINE Broadcast Google Text/Image Ads Youtube Video Ads Instagram Ads

ขั้นตอนที่ 2 Discovery การค้นพบ

วัตถุประสงค์เพื่อสร้างการรับรู้ให้กับแบรนด์ และมีโอกาสที่จะกลายมาเป็นลูกค้าในภายหลัง โดยวิธีให้ความรู้ผ่าน Content และก่อเกิดการบอกต่อ โดยในขั้นตอนนี้ผู้คนจะเริ่มได้ข้อมูลผ่านหูผ่านตาเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการของแบรนด์เราหรือมีการรับรู้ว่า มีสินค้าหรือบริการที่น่าจะตอบสนองความต้องการของตนเองได้

โดยผู้คนจะเริ่มค้นหาข้อมูลบนโลกออนไลน์เพื่อเรียนรู้ศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งวิธีแรกที่มักนึกถึงคือ การพิมพ์คำค้นหาบน Google แล้วเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ที่มีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และในขั้นตอนนี้นี่เองที่ผู้คนจะเริ่มค้นพบแบรนด์ของเรา ในกรณีที่เว็บไซต์ของเรา ติดอันดับหน้าแรกบนผลการค้นหาของ Google ซึ่งคุณสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ใน

บทความ SME ต้องรู้! พื้นฐานทำแบรนด์ให้ติด Google และในขั้นตอนนี้ Content ถือเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ คุณจำเป็นต้องวางกลยุทธ์และทำการตลาดให้กับ Content โดยจุดประสงค์ในขั้นตอนนี้ไม่ใช่เพื่อการขายหรือการนำเสนอสิทธิพิเศษใด ๆ แต่ให้โฟกัสไปที่การให้ข้อมูลที่จำเป็นและเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน

ขั้นตอนที่ 3 Consideration การพิจารณา

วัตถุประสงค์เพื่อให้ได้มาซึ่งลูกค้าที่จ่ายเงินซื้อสินค้าหรือบริการของแบรนด์ ผ่านวิธีการให้ข้อมูลที่สามารถช่วยแก้ไขปัญหา ตอบสนองความต้องการ หรือการอธิบายว่า สินค้าหรือบริการของเราช่วยให้ชีวิตของพวกเขาเหล่านั้นดีขึ้นได้อย่างไร ในขั้นตอนนี้ คุณสามารถสื่อสารและนำเสนอแก่ผู้บริโภคได้โดยตรงว่า สินค้าหรือบริการของเรานั้น

สามารถช่วยแก้ไขปัญหาของพวกเขาได้อย่างไร และทำไมพวกเขาเหล่านั้นจึงเหมาะสมกับสินค้าหรือบริการของแบรนด์เรา ข้อควรระวังคือ ในขั้นตอนนี้ผู้คนยังไม่ปักใจเชื่อคุณซะทีเดียว เพราะอย่าลืมว่ายังมีข้อมูลจากเว็บไซต์ของคุณมีข้อมูล เว็บไซต์ของคู่แข่งอีกมากมาย ก็มีข้อมูลที่น่าสนใจเช่นเดียวกัน และในขั้นตอนนี้เอง หากคุณสามารถเผยแพร่ Content ที่ตอบโจทย์พวกเขาได้

ผู้บริโภคก็เริ่มเห็นความแตกต่างและเริ่มเปรียบเทียบข้อมูลของแต่ละแบรนด์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น สิ่งที่คุณสามารถนำเสนอรูปแบบของ Content ในขั้นตอนนี้ ควรจะเป็นกรณีศึกษาเกี่ยวกับสินค้า หรือบริการของแบรนด์คุณ Content ประเภท How-to ให้ความรู้ในการนำสินค้าหรือบริการของคุณไปใช้แก้ไขปัญหาหรือตอบโจทย์ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในใจของผู้บริโภครายละเอียดและข้อมูลเชิงลึกของสินค้าหรือบริการของคุณ

ขั้นตอนที่ 4 Conversion การเปลี่ยนเป็นลูกค้า

วัตถุประสงค์เพื่อปิดการขายกับลูกค้า โดยการแสดงรายละเอียดและข้อมูลของสินค้าโดยนำเสนอจุดเด่นและนำเสนอคุณค่าที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแบรนด์คุณ ในขั้นตอนนี้ผู้บริโภคมีความสนใจอย่างยิ่งที่ต้องการจะทำการซื้อขายกับแบรนด์ของคุณ โดยอาจต้องการการโน้มน้าวและเพิ่มความมั่นใจอีกเล็กน้อยจากคุณ

เพียงให้คุณกระตุ้นให้ถูกจุด ผู้บริโภคก็พร้อมที่จะจ่ายเงินให้คุณในทันที ดังนั้น ในขั้นตอนนี้ คุณสามารถนำเสนอการขายอย่างตรงไปตรงมา (และถ้าหากคุณพบว่าการขายแบบ Hard Sell ของแบรนด์คุณมันเวิร์ค ก็จงใช้ในการปิดการขายให้จงได้) สิ่งที่คุณต้องทำในขั้นตอนนี้ก็คือ Social Proof หรือ Testimonials ที่ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์

รีวิวจากลูกค้าที่เคยอุดหนุนไปก่อนหน้านี้ และใช้ระบบการรับชำระเงินที่น่าเชื่อถือและมีระบบป้องกันสูงเพื่อปกป้องข้อมูลของลูกค้า

ขั้นตอนที่ 5 Customer Relationship การสานสัมพันธ์กับลูกค้า

วัตถุประสงค์เพื่อการติดต่อสื่อสารกับลูกค้า เพื่อนำไปสู่การเป็นลูกค้าในระยะยาว ผ่านวิธีการออกแบบและสร้าง Content สำหรับลูกค้าที่เคยอุดหนุนมาแล้วโดยเฉพาะ ในขั้นตอนนี้ลูกค้าได้ซื้อสินค้าหรือบริการของเราไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่งานของเรายังไม่จบเพียงเท่านั้น ยังต้องมีการส่งสินค้า ขอรีวิวจากลูกค้า รับประกันสินค้า

และให้ความรู้เพิ่มเติม เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ตัวอื่น ๆ ของบริษัท เพื่อปูทางไปสู่การซื้อซ้ำ หรือใช้สินค้าหลาย ๆ อย่างร่วมกัน ในขั้นตอนนี้ จำเป็นต้องออกแบบคำสื่อสารที่แตกต่างออกไป จากขั้นตอนแรก ๆ ที่พวกเขาเหล่านี้ ยังไม่ได้เป็นลูกค้าของเรา ขั้นแรก ให้คุณคำนวณมูลค่าทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นตลอดช่วงชีวิตของลูกค้าแต่ละราย มีสูตรคำนวณดังนี้

Customer Lifetime Value (CLV) = ระยะเวลาที่ลูกค้าใช้บริการ (ปี) x (จำนวนสัปดาห์ใน 1 ปี x มูลค่าเฉลี่ยของลูกค้า x กำไรเฉลี่ยของลูกค้า) ยกตัวอย่าง… หากสินค้าของคุณคือ สบู่สมุนไพร ราคา 100 บาท โดยคาดว่าลูกค้าจะยังคงเลือกใช้สินค้าของเราเป็นเวลา 10 ปี โดยมูลค่าเฉลี่ยของลูกค้าที่จับจ่ายใช้สอยในแต่ละสัปดาห์ คือ 100 บาท

โดยกำไรเฉลี่ยของลูกค้าอยู่ที่ 20% — ดังนั้น Customer Lifetime Value (CLV) = 10 x (52 x 100 x 0.20) = 10,400 บาท เมื่อรู้ตัวเลขของ Customer Lifetime Value แล้ว นั่นคือตัวเลขที่ลูกค้าคนหนึ่ง ๆ จะสร้างกำไรให้กับเราได้ ดังนั้น งบประมาณที่ใช้ในการรักษาฐานลูกค้า ก็ไม่ควรจะเกินตัวเลขนี้ เพราะหากมีค่าการตลาดที่สูงกว่าที่คำนวณเอาไว้อาจมีโอกาสขาดทุน

ขั้นตอนที่ 6 Retention การรักษาฐานลูกค้าเดิม

วัตถุประสงค์การรักษาฐานลูกค้าเดิมเอาไว้ และเกิดการซื้อซ้ำ ผ่านกระบวนการบริการหลังการขาย ให้ความช่วยเหลือกับลูกค้าในด้านต่าง ๆ โดยในขั้นตอนนี้ต้องออกแบบ Content Marketing ที่แตกต่างออกไป เพราะในขั้นตอนนี้ จะเน้นที่การเพิ่มยอดขายจากฐานลูกค้าเดิมเป็นหลัก ซึ่งจะช่วยประหยัดงบประมาณในการทำการตลาดได้อย่างมาก

เนื่องจากเป็นลูกค้าที่คุ้นเคย และรู้จักกับสินค้าเป็นอย่างดี และหากสินค้าหรือบริการของแบรนด์สามารถตอบโจทย์และตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดีแล้วด้วยนั้น ก็ใช้การโน้มน้าวหรือยื่นข้อเสนอเพียงเล็กน้อย ก็ทำให้เกิดการซื้อซ้ำได้อย่างไม่ยากเย็นเท่ากับคนที่ยังไม่เคยเป็นลูกค้าของเรามาก่อน ลักษณะ Content Marketing ที่ต้องทำ

อาทิ การให้ข้อมูลความรู้เชิงลึกที่ลูกค้าสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับสินค้าและบริการของคุณได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น โดยคุณอาจทำในรูปแบบของเอกสารดิจตอลแจก หรือวีดีโอคลิปดี ๆ ให้รับชม รวมไปถึงการส่งข้อเสนอพิเศษต่าง ๆ ในรูปแบบของ Voucher และ Coupon เป็นต้น ทั้งหมดนี้คือ 6 ขั้นตอนในการเปลี่ยนจากคนแปลกหน้าให้กลายมาเป็นลูกค้าตลอดกาล

โดยหากดูจากสถิติของการใช้งบประมาณในการทำการตลาดแล้วจะพบว่า ต้นทุนในการหาลูกค้าใหม่นั้น สูงกว่าลูกค้าเดิมถึง 6 เท่า เป็นอย่างน้อย ดังนั้น หากธุรกิจของคุณ มีการจัดทำวางแผนกลยุทธ์ด้าน Content Marketing ที่เหมาะสมกับทุกขั้นตอน ก็จะทำให้ธุรกิจของคุณเติบโตอย่างยั่งยืนและมั่นคง

4 องค์ประกอบสำคัญในการตั้งเป้าหมายเมื่อคุณเริ่มต้นวางกลยุทธ์ Digital Marketing

การเริ่มต้นที่ดีในการทำ Digital Marketing นั้นเป็นอย่างไร? และต้องมีองค์ประกอบใดบ้าง? หลายๆท่านอาจเข้าใจผิดว่าการทำ Digital Marketing นั้นคงไม่ได้มีอะไรมาก เพียงแค่การทำการตลาดผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย หรือการทำโฆษณาผ่านช่องทางต่างๆเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้วมีองค์ประกอบสำคัญอีกหลายๆองค์ประกอบ

ที่ทำให้การทำการตลาดออนไลน์ของคุณนั้นมีประสิทธิภาพที่ดี และส่งผลต่อธุรกิจของคุณในระยะยาว จะขอยกตัวอย่างเปรียบเทียบให้เห็นภาพนะคะ ธุรกิจ A ทำการตลาดโดยการทำโฆษณาผ่านช่องทาง Facebook เพียงอย่างเดียว โดยที่ไม่รู้ว่าลูกค้าของตนเองเป็นกลุ่มไหน เน้นการยิงโฆษณาออกไปให้เยอะที่สุด โดยไม่ได้วางกลยุทธ์หรือเป้าหมายที่ชัดเจน

ทำให้ไม่สามารถเก็บข้อมูลว่าแท้จริงแล้วลูกค้าของธุรกิจ คือใคร เขามีความต้องการแบบไหน การสื่อสารที่ออกไปนั้นจึงไม่ตรงต่อความต้องการหรือความสนใจที่แท้จริงของกลุ่มเป้าหมาย ส่งผลให้เสียค่าใช้จ่ายและเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ ธุรกิจ B ที่มีการวางเป้าหมายและกลยุทธ์ในการทำการตลาดที่ชัดเจน รู้ว่าลูกค้าของตนเองคือใคร

รวมถึงมีความต้องการอะไร ใช้ช่องทางออนไลน์ใดในการเสพสื่อ โดยการแบ่งช่องทางในการสื่อสารการตลาดที่ชัดเจนว่า โซเชียลมีเดียสำหรับการแนะนำให้คนรู้จักหรือสร้างการรับรู้แบรนด์ และประติดประต่อจากโซเชียลมีเดียมาสู่เว็บไซต์ที่ให้ความรู้ข้อมูลสินค้าผ่านเว็บไซต์ที่สามารถเก็บข้อมูลได้ และนำมาวัดผลว่าลูกค้าแต่ละท่านสนใจสินค้าใดมากน้อยแค่ไหน และมีพฤติกรรมอย่างไรเพื่อนำไปพัฒนาในการทำการตลาดสินค้าต่อ สุดท้ายเขาสามารถแจกจ่ายงานตามความเหมาะสมกับทักษะของคนในทีมเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

หลายท่านคงเห็นความสำคัญของการเริ่มต้นในการวางแผนที่ดีและการเห็นภาพรวมของ Digital Marketing แล้วใช่ไหมคะ ว่าธุรกิจ B มีการวางแผนภาพรวมที่ชัดเจนดังนี้ รู้จักตนเอง (Goal & Brand) รู้จักลูกค้า (Customer) รู้จักตลาด (Channel) มีการวัดผลลัพธ์ (KPI) มีทีมที่ดี (Team) บทความแนะนำ 5 ปัจจัยสำคัญ

สำหรับผู้เริ่มต้นทำ Digital Marketing ให้คุณเห็นภาพรวมและพร้อมเติบโตในยุคดิจิทัล  หนึ่งสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างมากสำหรับการทำ Digital Marketing เป็นสิ่งที่ทุกๆท่านที่ต้องการเริ่มต้นทำ Digital Marketing นั้นก็คือ “การเข้าใจภาพรวม” และ “การตั้งเป้าหมาย” แต่จะประกอบไปด้วยอะไรบ้าง วันนี้ทีมงาน STEPS Academy จะมาเล่าให้ฟังกันค่ะ ใครที่ไม่มีพื้นฐานหรือเพิ่งเริ่มต้นนั้น ห้ามพลาดกันเลยทีเดียวค่ะ

4 องค์ประกอบสำคัญ เมื่อคุณเริ่มต้นทำ Digital Marketing กำหนดเป้าหมายการตลาดดิจิทัลของคุณ ระบุกลยุทธ์การตลาดที่จะบรรลุเป้าหมายของคุณ Customer Value Journey ช่องทางในการสื่อสาร นำแผนไปปฏิบัติและจ่ายงานสู่ทีม กำหนดเป้าหมายการตลาดดิจิทัลของคุณ การตั้งเป้าหมายในการทำ Digital Marketing ที่เฉพาะเจาะจงนั้น

จะช่วยสนับสนุนการตั้งเป้าหมายในระยะยาวสำหรับธุรกิจของคุณ จึงทำให้เครื่องมือ SMART เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายและถูกประเมินว่าเหมาะสมสำหรับการผลักดันให้เกิดกลยุทธ์ที่แตกต่างหรือปรับปรุงกระบวนการทางธุรกิจที่จะช่วยให้คุณสามารถสมหวังในเป้าหมายของคุณได้ โดยการเชื่อมโยง เป้าหมาย กลยุทธ์และ การวัด KPI เอาไว้เพื่อตรวจสอบความคืบหน้าได้อย่างรวดเร็วและสม่ำเสมอ

1.Specific เจาะจง การมีเป้าหมายที่เจาะจงและชัดเจน จะสามารถนำให้ทีมของคุณไปถึงปลายทางได้ และมองเห็นเป้าหมายเป็นจุดเดียวกันทำให้เกิดแรกผลักดันและขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียว ส่งผลให้คุณสามารถบรรลุเป้าหมายได้ตามเวลาที่คุณกำหนดไว้โดยที่ไม่เสียเวลาในการลองผิดลองถูก
2.Measurable สามารถวัดผลได้ การตั้งเป้าหมายนั้นต้อง “สามารถวัดผลได้” ซึ่งคุณสามารถติดตามและประเมินความก้าวหน้าของเป้าหมายได้ รู้ว่าเป้าหมายนั้นเป็นไปได้ รู้ว่าใช้เวลาอีกเท่าไหร่ เมื่อใดที่คุณจะสามารถบรรลุเป้าหมายได้
3.Attainable เป็นไปได้ การตั้งเป้าหมายนั้นต้องมีความเป็นไปได้จากการประเมินความสามารถและศักยภาพขององค์กรตามความเป็นจริง ก่อนการตั้งเป้าหมายเพื่อดูถึงโอกาสความเป็นไปได้ โดยการตั้งเป้าหมายต้องออกมาจากการวิเคราะห์สถิติหรือฐานข้อมูลจริงขององค์กร ไม่ใช่การนำมาตราฐานทั่วไปหรือแค่สิ่งที่คุณต้องการนำมาใช้
4.Relevant สมเหตุสมผล การตั้งเป้าหมายควรเกี่ยวข้องกับบริษัทและอุตสาหกรรมของคุณ มีความสมเหตุสมผลและเป็นเหมือนส่วนหนึ่งของเป้าหมายทีม เพื่อให้คุณตระหนักถึงการตั้งเป้าหมายได้อย่างแท้จริง ในการทำงานเพื่อบรรลุเป้าหมายเดียวกัน
5.Time Based ทันเวลา ช่วยให้คุณทำตามเป้าหมายได้ภายในเวลาที่กำหนด การกำหนดเป้าหมายที่ดีนั้นจะต้องไม่ใช้เวลาที่นานเกินไป และการกำหนดเวลาในการทำงานของคุณ จะช่วยให้ทำตามเป้าหมายได้ดีขึ้น และส่งผลให้ทีมของคุณสามารถทำงานบรรลุเป้าหมายได้ซึ่งมีความสำคัญในระยะยาว ตัวอย่าง เป้าหมาย : เพิ่มจำนวนผู้อ่านคอนเทนต์

1.Specific : ต้องการเพิ่มอัตราการเข้าชม Blog ของเราโดยการเพิ่มความถี่ในการเผยแพร่คอนเทนต์ต่อสัปดาห์จาก 5 ครั้งเป็น 8 ครั้ง ต่อสัปดาห์ นักเขียนคอนเทนต์ทั้งสองของเราจะเพิ่มภาระงานของพวกเขาจากการเขียน 2 โพสต์ ต่อสัปดาห์เป็น 3 โพสต์ต่อสัปดาห์และบรรณาธิการของเราจะเพิ่มภาระงานของเธอจากการเขียน 1 โพสต์ต่อสัปดาห์เป็น 2 โพสต์ต่อสัปดาห์ 2.Measureable : เป้าหมายคือต้องการเพิ่มอัตราการเข้าชม Blog เพิ่มขึ้น 8%
3.Attainable : ปริมาณการใช้งาน Blog ของเราเพิ่มขึ้น 5% เมื่อเดือนที่แล้ว เมื่อเราเพิ่มความถี่ในการเผยแพร่จาก 3 ครั้ง เป็น 5 ครั้งต่อสัปดาห์
4.Relevant : ด้วยการเพิ่มการเข้าชม Blog เราจะเพิ่มการรับรู้แบรนด์และสร้างโอกาสในการขายเพิ่มขึ้นทำให้มีโอกาสในการปิดการขายมากขึ้น
5.Time – bound : โดยเริ่มต้นจากเดือนกรกฎาคม และทำให้ได้เป้าหมายภายในสิ้นเดือนสิงหาคม

Los 3 ejes fundamentales de tu estrategia Data Driven

7 แนวทางสร้างยอดขายด้วย Data-Driven Marketing

หลายคนคงทราบดีว่ายุคนี้ เป็นยุคแห่งข้อมูล เพราะการซื้อสินค้าหรือบริการผ่านช่องทางออนไลน์ เรียกได้ว่ากลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คนไม่มากก็น้อย ช่องทางออนไลน์จึงกลายเป็นแหล่งข้อมูลขนาดใหญ่ ที่เก็บบันทึกพฤติกรรมของผู้ซื้อ ตั้งแต่ข้อมูลพื้นฐาน ความสนใจ ไปจนถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิต ล้วนถูกบันทึกไว้ไม่ว่าจะอยู่ในช่องทางไหน ข้อมูลเหล่านี้ล้วนเป็นประโยชน์ให้ธุรกิจในการนำไปต่อยอดเพื่อทำการตลาดออนไลน์ทั้งสิ้น เพราะหากเราสามารถเข้าใจและรับรู้ตัวตนของกลุ่มเป้าหมาย นั่นหมายความว่าเราสามารถนำเสนอสิ่งที่ตรงใจพวกเขา และมีโอกาสสร้างฐานลูกค้าประจำในอนาคตได้ สำหรับธุรกิจในทุกวันนี้ ที่ต่างมีช่องทางของตัวเองอยู่บนโลกออนไลน์ การมีข้อมูลของลูกค้าจึงเป็นเรื่องสำคัญ “ข้อมูลเปรียบเสมือนทรัพย์สินที่มีมูลค่า สามารถนำมาใช้เพื่อสร้างรายได้มหาศาลแก่ธุรกิจ” เราจึงสังเกตได้ว่า หลาย ๆ ครั้งแคมเปญต่าง ๆ มักจะยื่นข้อเสนอเพื่อแลกกับข้อมูลทั่ว ๆ ไปของเรา นอกจากข้อมูลจากการลงทะเบียน การกรอกแบบฟอร์ม หรือพฤติกรรมการกดลิงก์ต่าง ๆ แล้วข้อมูลพฤติกรรมพื้นฐานบนโซเชียลมีเดีย อย่าง Facebook, Instagram, Twitter รวมถึง Search Engine ก็มีการบันทึกข้อมูลพื้นฐาน พฤติกรรมการใช้งาน ความชอบต่างๆ เอาไว้ด้วยเช่นกัน ถึงตรงนี้คงจะเกิดคำถามแล้วว่า ข้อมูลที่มากมายมหาศาลเหล่านั้น จริง ๆ แล้วธุรกิจสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในด้านใดได้บ้างบทความนี้จึงรวบรวมแนวทางการนำ “Data” ที่มี ไปใช้กับการทำตลาดออนไลน์ หรือที่เรียกง่าย ๆ ว่า “Data-Driven Marketing” ค่ะ

“ข้อมูลเปรียบเสมือนทรัพย์สินที่มีมูลค่า สามารถนำมาใช้เพื่อสร้างรายได้มหาศาลแก่ธุรกิจ” เราจึงสังเกตได้ว่า หลาย ๆ ครั้งแคมเปญต่าง ๆ มักจะยื่นข้อเสนอเพื่อแลกกับข้อมูลทั่ว ๆ ไปของเรา นอกจากข้อมูลจากการลงทะเบียน การกรอกแบบฟอร์ม หรือพฤติกรรมการกดลิงก์ต่าง ๆ แล้วข้อมูลพฤติกรรมพื้นฐานบนโซเชียลมีเดีย อย่าง Facebook, Instagram, Twitter รวมถึง Search Engine ก็มีการบันทึกข้อมูลพื้นฐาน พฤติกรรมการใช้งาน ความชอบต่างๆ เอาไว้ด้วยเช่นกัน ถึงตรงนี้คงจะเกิดคำถามแล้วว่า ข้อมูลที่มากมายมหาศาลเหล่านั้น จริง ๆ แล้วธุรกิจสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในด้านใดได้บ้างบทความนี้จึงรวบรวมแนวทางการนำ “Data” ที่มี ไปใช้กับการทำตลาดออนไลน์ หรือที่เรียกง่าย ๆ ว่า “Data-Driven Marketing” ค่ะ หัวข้อในบทความ Data-Driven Marketing คืออะไร ? ก่อนจะเริ่มดูแนวทางการใช้ เรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Data-Driven Marketing กันก่อนนะคะ โดย Data-Driven Marketing หรือ การตลาดที่มีข้อมูลเป็นสิ่งขับเคลื่อน คือ การทำการตลาดที่อิงตามการวิเคราะห์ข้อมูลที่เราเก็บมาไว้ เพื่อเป็นแนวทางในการวางกลยุทธ์ให้มีประสิทธิภาพ และ ตอบโจทย์นั่นเองค่ะ โดยแนวทางการทำ Data-Driven Marketing จะเป็นอย่างไรนั้นมาดูพร้อม ๆ กันได้เลยค่ะ รับปรึกษาการตลาด

1. Data-Driven Marketing กับการใช้กำหนดกลุ่มเป้าหมายการทำโฆษณา

อย่างที่รู้กันค่ะว่า ช่วงเวลาความสนใจของคน ต่อสิ่งต่าง ๆ บนโลกออนไลน์นั้นสั้นลงทุกที พูดง่าย ๆ ก็คือ คุณมีเวลาเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น ที่คนจะเห็นโฆษณาแล้วตัดสินใจว่าจะดูต่อหรือไม่ การยิงโฆษณาทั้ง Facebook Ads และ Google Ads ไปยังกลุ่มคนที่ไม่สนใจจึงไม่สร้างประโยชน์ให้กับธุรกิจสักเท่าไหร่ ดังนั้นแล้ว

จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่การตลาดจะต้องถูกกำหนดเป้าหมายไปยังผู้ชมที่ต้องการสินค้าและบริการนั้นจริง ๆ สอดคล้องกับ Facebook, Google และ Instagram ที่มักจะแนะนำคอนเทนต์ต่าง ๆ ให้ผู้ใช้งานตามประเภท หรือเนื้อหาของคอนเทนต์ที่เคยรับชมมาก่อน ซึ่งการทำ Data-Driven Marketing กับข้อมูลพฤติกรรมลูกค้าเหล่านี้นี่เอง ที่ช่วยเหลือ และเอื้ออำนวยประโยชน์ให้การกำหนดกลุ่มเป้าหมายของโฆษณา เข้าถึงคนที่ใช่สำหรับธุรกิจมากที่สุดค่ะ

2. Data-Driven Marketing เพื่อความเข้าใจขั้นตอนการตัดสินใจของลูกค้า

ผู้บริโภคยุคใหม่คุ้นเคยกับการใช้สื่อดิจิทัล และแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย ในการค้นหาเพื่อช่วยในการตัดสินใจ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ธุรกิจต่าง ๆ จะต้องเข้าใจขั้นตอนการเดินทาง ก่อนการตัดสินใจซื้อของลูกค้าอย่างถ่องแท้ ตั้งแต่ขั้นตอน และเหตุผลของการซื้อ ไปจนถึงซื้อเมื่อไหร่ในราคาเท่าใด การทำ Data-Driven Marketing กับข้อมูลขั้นตอนในการตัดสินใจของลูกค้านี้ จะช่วยให้คุณทำการตลาดได้เหมาะสมกับแต่ละช่องทางมากขึ้น และมีโอกาสจะเพิ่มยอดขายที่มากขึ้นด้วย ตัวอย่างเช่น ฐานข้อมูลของธุรกิจ A มี Journey

ที่หาข้อมูลและตัดสินใจซื้อผ่าน Facebook เป็นหลัก ส่วนธุรกิจ B มี Journey ในการหาข้อมูลและตัดสินใจซื้อผ่าน Google เป็นหลัก ด้วย Data-Driven Marketing เราจึงสามารถบอกได้ว่าทั้งสองธุรกิจนี้จะมีกลยุทธ์การตลาดที่ให้ความสำคัญกับช่องทางที่ต่างกัน เป็นต้น เรียกได้ว่า Data-Driven Marketing มีส่วนช่วยให้ทำการตลาดได้ตรงจุดมากขึ้นนั่นเองค่ะ

 

3. Data-Driven Marketing เพื่อนำมาใช้ออกแบบคอนเทนต์ และการขาย

การทำคอนเทนต์สิ่งที่จำเป็นต้องตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ซึ่ง Data-Driven Marketing จะทำให้เรารู้ว่าลูกค้ามีความต้องการแบบไหน ซึ่งเราสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้เป็นแนวทางในการเลือกหัวข้อ และ คีย์เวิร์ดได้นั่นเอง และนอกจากจะทำให้ตอบโจทย์ลูกค้าแล้ว การใช้ Data-Driven Marketing

ยังสามารถทำให้เรารู้ได้ว่าควรเน้นไปที่คอนเทนต์หัวข้อไหนด้วย เพื่อให้เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ซึ่ง Data-Driven Marketing จะทำให้เรารู้ว่าควรลงทุนไปกับอะไร จึงจะทำให้เกิดประโยชน์กับธุรกิจของเราได้ในระยะยาว ในด้านการขายก็เช่นกัน ยิ่งเรามีฐานข้อมูลของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเพื่อมาทำ Data-Driven Marketing มากเท่าไหร่ เราก็ย่อมรู้ว่า

เรื่องใดที่กลุ่มเป้าหมายเหล่านี้จะสนใจ โทนเสียงแบบไหนที่จะเหมาะ ดังนั้นถ้าเราสื่อสารตรงกับสิ่งที่พวกเขาต้องการได้จริงๆ ยอดขายถล่มทลาย ก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอนค่ะ

 

4. Data-Driven Marketing เพื่อการสร้างประสบการณ์เฉพาะบุคคล

ลองนึกถึงสถานการณ์ที่เราเป็นลูกค้า เราคงจะรู้สึกดีมาก ๆ ถ้าได้เข้าไปในแอปพลิเคชัน เว็บไซต์ หรือช่องทางใดๆก็ตามที่เข้าใจความต้องการของเรา และนำเสนอที่เหมาะสมหรืออยู่ในความสนใจกับเราโดยเฉพาะ ซึ่งการทำการตลาดแบบเฉพาะบุคคลนี้เรียกว่า “Personalized Marketing” “Personalized Marketing” คือการทำการตลาดดิจิทัล

ที่นำเสนอสินค้าหรือบริการต่าง ๆ ให้ตรงจุดกับความต้อการของผู้บริโภคแต่ละคนมากที่สุด โดยไม่ต้องไปเสียเวลาในการเสนอสินค้าชนิดเดียวกันให้กับทุกคน แต่จะเน้นการเจาะจงไปที่กลุ่มหรือบุคคลที่เหมาะกับสินค้าหรือบริการของเรามากที่สุด ซึ่งกลยุทธ์แบบนี้ยังทำให้ลูกค้ารู้สึกถึงความสัมพันธ์ของแบรนด์ที่มีต่อลูกค้าอีกด้วย ถ้าทำการตลาดแบบออฟไลน์

คงจะเป็นเรื่องง่ายกว่าที่จะทำการตลาดเฉพาะบุคคล เพราะเป็นสถานการณ์ที่เราสามารถสื่อสารกันต่อหน้า สามารถคาดเดาความรู้สึก บุคลิกภาพเวลาสนทนา เพื่อนำเสนอสินค้าและบริการให้เหมาะกับคน ๆ ได้ แต่สำหรับการตลาดออนไลน์จะเป็นเรื่องยากทันที ถ้าเราไม่มีข้อมูลในระบบ ดังนั้น ฐานข้อมูลพฤติกรรมและการทำ Data-Driven Marketing

จึงเป็นหัวใจสำคัญของการทำ “Personalized Marketing” และกำลังเป็นที่นิยมในการนำมาใช้ทำการตลาดออนไลน์ในยุคนี้มาก ๆ ค่ะ ตัวอย่างการทำ Personalized Marketing ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคงจะหนีไม่พ้น Netflix ธุรกิจให้บริการสตรีมมิ่งวิดิโอออนไลน์ ที่ใช้การเก็บข้อมูล และ วิเคราะห์ ตามหลัก Data-Driven Marketing เพื่อนำเสนอภาพยนตร์ และซีรี่ย์ที่ตรงกับความต้องการ ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของรายการภาพยนตร์ แต่ยังรวมไปถึงรูปแบบหน้าปกที่แสดง ก็ใช้นำเสนอแตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคลด้วย

อีกหนึ่งตัวอย่างการทำ “Personalized Marketing” เป็นของเว็บไซต์ Amazon เกี่ยวกับการออกแบบ Landing Page ให้เหมาะกับแต่ละบุคคล หากสังเกตดูจะเห็นว่า เว็บไซต์มีการเก็บข้อมูลผู้ใช้ เพื่อนำมาทำ Data-Driven Marketing แล้วนำเสนอสินค้าในหมวดหมู่ที่สนใจไว้ในหน้าแรกของเว็บไซต์เลย Landing Page ในรูปจึงนำเสนอสินค้าเกี่ยวกับ IT หรือสินค้าสำหรับสายนักเล่นเกมส์ ซึ่งเป็นสินค้าที่เคยค้นหาในเว็บไซต์มาก่อนหน้านี้ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการซื้อ หรือซื้อเพิ่มค่ะ

 

5. Data-Driven Marketing เพื่อการกระตุ้นให้ซื้อซ้ำ หรือใช้บริการเว็บไซต์ของเราอีกครั้ง

หากคุณมีข้อมูลของลูกค้าเก่าที่เคยซื้อของจากเว็บไซต์ไป หรือมีข้อมูลของคนที่สนใจและกำลังตัดสินใจในการซื้อสินค้าบางอย่างแล้ว ทำไมคุณไม่ลองมองกลุ่มคนเหล่านี้อีกครั้ง ด้วยการทำ Data-Driven Marketing ล่ะคะ? ซึ่งการทำการตลาดให้คนที่เคยซื้อสินค้า หรือคนที่เคยเข้าเยี่ยมชม ค้นหาข้อมูลเพราะเกิดความสนใจ

ได้กลับมาหาคุณอีกครั้งนี้ เรียกว่า Retargeting นั่นเองค่ะ Retargeting เป็นส่วนสำคัญของการตลาดดิจิทัล และเป็นแคมเปญหนึ่งที่ต้องอาศัยข้อมูลในการทำ ยกตัวอย่างการทำ Retargeting เช่น บริษัทสกีสามารถส่งข้อเสนอให้กับลูกค้าที่เพิ่งซื้อสกีไป จูงใจให้กลุ่มลูกค้าเหล่านี้ซื้อสินค้าเกี่ยวกับสกีเพิ่มเติมได้อีก หรือสามารถขายสินค้าบริการอย่างอื่นที่เกี่ยวข้องได้ อย่างคอร์สเรียนสกี ที่พักแรม ตั๋วเครื่องบิน เป็นต้น เรียกได้ว่าทำการตลาดให้ “ซื้อแล้ว ซื้ออีก” นั่นเองค่ะ

 

6. Optimized Paid Search : นำมาใช้ในเรื่อง SEO & SEM

การทำ SEO และ SEM สิ่งสำคัญคือการเลือกคีย์เวิร์ดที่กลุ่มเป้าหมายสนใจ หรือเป็นที่นิยมในการใช้เพื่อค้นหา ซึ่ง Data-Driven Marketing สามารถเข้ามาช่วยให้เราทำงานด้าน SEO และ SEM ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลของคีย์เวิร์ดนั้น ๆ เพื่อดูว่ามันได้รับความนิยมหรือไม่ รวมทั้งการวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ เพื่อนำมาใช้เป็นแนวทางในการชิงตำแหน่ง SEO เป็นต้น

นอกจากนั้น ข้อมูลเกี่ยวกับ “Keyword” นี้ สามารถนำมาใช้กับการเขียน Headline ของบทความ เนื้อหาของบทความได้อีกด้วย ยิ่งถ้าเรามีข้อมูล คือรู้ว่าคีย์เวิร์ดใดที่คนใช้ค้นหามากที่สุดและตรงกับสิ่งที่เราต้องการนำเสนอ แล้วนำมาใช้ในการเขียน ข้อมูลนี้ก็จะมีประโยชน์อย่างมากในการเพิ่มปริมาณการชมเว็บไซต์ (Traffic) ซึ่งนั่นหมายถึงโอกาสที่พวกเขาจะเข้ามาเห็นสินค้า

และบริการของเรามากขึ้นด้วย โดยตัวอย่างเครื่องมือสำคัญที่ช่วยค้นหา Keyword ที่เราสามารถใช้ในการทำ Data-Driven Marketing ก็ได้แก่ Google Trend เป็นเครื่องมือที่ใช้ดูแนวโน้มการค้นหาของ Keyword นั้น ๆ ว่าถูกใช้ค้นหาบน Google บ้างหรือไม่ มีแนวโน้มเป็นอย่างไร ถ้ามีปริมาณการค้นหาที่มากขึ้นเรื่อย ๆ หรือเมื่อลองเทียบกับ Keyword อื่น ๆ แล้วมีปริมาณการค้นหามากกว่า เราก็สามารถใช้ Keyword นั้นกับการเขียนคอนเทนต์ของเราได้ Google Keyword Planner เป็นเครื่องมือในการค้นหา Keyword ที่ละเอียดขึ้นมาอีกขั้น ซึ่งเหมาะสำหรับการทำ Data-Driven Marketing โดยจะแสดงข้อมูลต่าง ๆ ดังนี

Search Terms คือ keywords ที่คุณค้นหา Monthly Searches คือ ค่าเฉลี่ยในการค้นหาต่อเดือน Competition คือ คู่แข่งที่ใช้ keywords เดียวกับคุณ Suggested Bid คือ ค่าใช้จ่ายของ keywords ต่อ 1 การคลิก

 

7. Data-Driven Marketing เพื่อการกำหนดเป้าหมายของแคมเปญในช่องทางอีเมล

เทคโนโลยีทางการตลาดสามารถช่วยคุณรวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่จำเป็นในการสร้างกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกัน และด้วยฐานข้อมูลนี้เอง ทำให้คุณสามารถสร้างแคมเปญอีเมลที่มุ่งเน้นไปที่ความต้องการและความสนใจของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะได้ ตามหลักของการใช้ Data-Driven Marketing ซึ่งข้อมูลนี้ไม่เพียงแต่ช่วยในเรื่องการส่งอีเมลแบบอัตโนมัติได้ดีขึ้นเท่านั้น

แต่ยังช่วยให้คุณสามารถปรับเปลี่ยนข้อความให้เหมาะกับลูกค้าแต่ละรายและทุกคนที่คุณส่งไปได้ DATA จะช่วยให้เราสามารถจัดกลุ่มคน และส่งข้อมูลที่เฉพาะกับกลุ่มนั้นๆแบบอัตโนมัติได้ ด้านล่างเป็นตัวอย่างพื้นฐานการใช้ Data-Driven Marketing เพื่อทำ Email Marketing จะสังเกตเห็นว่า มีการแบ่งลักษณะของเนื้อหาที่ส่งตามพฤติกรรมของสองกลุ่มที่ต่างกันในขั้นนั้น ๆ

จะเห็นว่าในขั้นที่สาม ถูกแบ่งตามพฤติกรรมการคลิก ถ้าผู้ใช้งานอีเมลกดเปิดลิงก์ดังกล่าว อีเมลจะดำเนินการต่อตามแผนผังในด้านซ้ายคือเข้าสู่ขั้นตอนการโหลด แต่ถ้าผู้ใช้งานไม่กดลิงก์ อีเมลจะดำเนินการตามแผนผังด้านขวา คือรอตามระยะเวลาที่กำหนดก่อน แล้วค่อยส่งอีเมลอีกครั้ง ซึ่งการดำเนินการนี้ เป็นไปแบบอัตโนมัติ

Recommended Articles

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *