ประโยชน์ของการทำการตลาดออนไลน์ (Online Marketing)

การตลาดออนไลน์ คือการดำเนินงานหรือกิจการด้วยสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น คอมพิวเตอร์ แท็ปเล็ต หรือสมาร์ทโฟนเพื่อใช้เป็นช่องทางติดต่อกับผู้บริโภค การทำการตลาดออนไลน์ทำให้เราสามารถเจาะจงลูกค้าได้ตรงตามความต้องการ

การตลาดออนไลน์

1. การตลาดออนไลน์เป็นตลาดประเภท Niche Market ผู้บริโภคสามารถเจาะจงได้ว่าจะค้นหาสินค้าอะไร แบบไหน เช่น หากผู้บริโภคต้องการที่จะทำ E-Book เขาก็จะเข้าเว็บไซต์ที่รับทำ E-Book

2. เป็นการแบ่งส่วนตลาดเชิงพฤติกรรม (Behavioral Segmentation) ลูกค้าสามารถเลือกได้ว่าจะใช้บริการกับใคร แบบไหนก็ได้ตามที่พวกเขาต้องการ ซึ่งหากลูกค้าทราบว่าการใช้บริการผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์นั้นง่ายกว่าการที่ต้องออกเดินออกจากบ้านไปหาสินค้า แน่นอนว่าพวกเขาก็จะเลือกวิธีที่สะดวกสบายที่สุด

3. ลูกค้าสามารถเลือกได้ว่าต้องการสินค้า แบบไหน สีอะไร ซึ่งความต้องการของแต่ละคน ย่อมแตกต่างกันออกไป

4. มีลูกค้าอยู่ทุกมุมโลก การตลาดออนไลน์ ทำให้เรา สามารถเข้าถึงลูกค้าได้ทั่วโลก ไม่ว่าจะอยู่ไกลแค่ไหนก็ตาม

5. การตลาดออนไลน์ ทำให้เราเหมือนมีพนักงานที่สามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่มีวันหยุด ซึ่งเมื่อเทียบกับการจ้างคนมาทำงานให้ได้ตลอด 24 ชั่วโมงแล้ว จะต้องใช้คนมากกว่าสองคนขึ้นไป

6. สามารถให้ข้อมูลลูกค้าได้มากเท่าที่เราต้องการ การการตลาดออนไลน์ทำให้เราสามารถให้ข้อมูลสินค้าหรือธุรกิจของเราได้เท่าที่เราต้องการ ยิ่งเราลงรายละเอียดมากเท่าไหร่ ก็จะทำให้ลูกค้าสามารถตัดสินใจซื้อสินค้าได้ง่ายขึ้นเท่านั้น

7. การตลาดแบบผสม การตลาดออนไลน์เป็นการตลาดแบบผสมเพราะสามารถสร้างกิจกรรม สร้างโปรโมชั่น เป็นช่องทางสื่อสาร และติดต่อลูกค้าได้

8. การตลาดแบบ 2-way ด้วยการตลาดแบบ 2-way ทำให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายผ่านช่องทางการติดต่อผ่านสื่อการตลาดออนไลน์

9. ใช้ต้นทุนต่ำ การตลาดออนไลน์ทำให้เราไม่ต้องเสียเงินจำนวนมากๆในการสร้างหน้าร้านขึ้นมา ซึ่งต้องเสียแรง เสียเวลา เสียเงิน ในการไปเช่าสถานที่ จ้างคน หรือพนักงาน เราสามารถจัดทำเป็นแคตตาล็อกออนไลน์เพื่อนำเสนอให้กับลูกค้า ซึ่งสามารถเปิดดูได้ผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ ทำให้เราแทบไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย อีกทั้งยังสามารถแสดงผลได้อย่างสวยงามอีกด้วย

10. สินค้าสามารถถูกจัดส่งได้อย่างรวดเร็ว เช่น เพลง หนัง หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์

Read More

สร้างงานกราฟฟิกใน Photoshop แบบมืออาชีพ

 Photoshop คุณจะสามารถสร้าง vector layer ได้ ซึ่ง Vector นั้นมีความละเอียดที่เป็นอิสระ คุณสามารถจะร่าง vector ได้เมื่อใดก็ได้ และมันจะมีของคมเหมือนการวาดโดยใช้ Illustrator ทั้งนี้คุณสามารถเลือก Photo shop Predesigned custom shape ได้ หรือจะสร้าง shape ขึ้นมาใหม่โดยใช้เครื่องมือ Pen ก็ได้ โดยมันจะใช้ได้ดีควบคู่กับ Pen tablet

Photoshop

เริ่มต้นการสร้างชิ้นงาน

1.ให้เปิดโปรแกรม Photo shop  ขึ้นมา

2.ให้สร้างชิ้นงาน โดยไปที่ File เลือกเมนู New   หรือ กด Ctrl+N เพื่อสร้างชิ้นงาน

3.ขั้นตอนต่อมา เป็นการกำหนด คุณสมบัติชิ้นงานที่นักเรียนจะทำการสร้าง ดังภาพด้านล่าง

การตั้งค่าชิ้นงานประกอบด้วย

1.แถบสีแดง  Name  คือ  ตั้งชื่อชิ้นงานที่นักเรียนต้องการ

2.แถบสีเขียวเข้ม  Preset   คือ ค่าโปรไฟล์ที่โปรแกรมมีให้ นักเรียนสามารถ กำหนด Preset ของตัวเองได้

3.แถบสีเหลือง  Width  คือ  การกำหนดความกว้างของชิ้นงาน

4.แถบสีเขียวอ่อน   Height  คือ การกำหนดความสูงของชิ้นงาน

5.แถบสีน้ำตาล    Resolution   คือ การกำหนดความละเอียดของภาพ

6.แถบสีม่วง     คือ  หน่วยมาตราวัดของชิ้นงานที่สร้าง มีหลายหน่วยวัด นักเรียนสามารถปรับให้เหมาะสมกับชิ้นงานได้

7.แถบสีชมพู   Color Mode  คือ  โหมดสีที่โปรแกรมมีให้ สามารถเลือกให้เหมาะสมกับชิ้นงานได้

8.แถบสีฟ้า  คือ การบีบอัดเม็ดสีในภาพ ให้มีความคมชัดสวยงาม

9.แถบสีน้ำเงิน   Background Contant  คือ การกำหนดสีพื้นหลัง ในการเริ่มสร้างชิ้นงาน

10.แถบสีดำ  Advanced  คือ การกำหนดค่าระดับสูง สามารถกำหนดเองได้ทั้งหมด

11.แถบสีเทา  Image Size  คือ บอกขนาดพื้นที่ของไฟล์งานที่จะทำการสร้าง

12.แถบสีส้ม   เป็นส่วนสุดท้ายในการตั้ง เมื่อตั้งค่าเสร็จ นักเรียนสามารถเริ่มสร้างชิ้นงานได้เลย

  1.  4.กดปุ่ม OK เพื่อเริ่มสร้างชิ้นงาน

5.ขั้นตอนต่อมา นักเรียนก็จะได้ หน้าต่างออกแบบชิ้นงานของตนเอง ดังภาพด้านล่าง

Read More

การทำ SEO คืออะไร เรียนรู้ 5 เทคนิคง่ายๆ ทำด้วยตัวเอง

SEO คือ การทำอันดับของเว็บไซต์เพื่อให้ไปแสดงอยู่ในหน้าแรกของผลการค้นหาบน Google Search ซึ่งการจะทำให้เว็บไซต์แสดงผลในอันดับที่ดีได้นั้น มีขั้นตอนและปัจจัยหลายๆ อย่างประกอบกันทั้งในเรื่องของเนื้อหาและเรื่องทางเทคนิคอล

อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่า เป้าหมายของการทำ SEO นั่นก็คือการทำให้เว็บไซต์อยู่ในอันดับที่ดีหรืออยู่หน้าแรกของผลการค้นหา (SERP) แต่เอาเข้าจริงแล้วเรื่องของอันดับนั้นก็เป็นเรื่องที่ไม่มีใครสามารถการันตีได้ 100% หน้าที่หลักของการทำ SEO จึงเป็นปรับปรุงเว็บไซต์ให้สอดคล้องกับคำแนะนำของ Google  เมื่อรวมกับการมีเนื้อหาที่ดีแล้ว อันดับของเว็บไซต์ก็มีแนวโน้มที่จะดีขึ้นได้ไม่ยาก บทความนี้จึงอยากจะทำความเข้าใจให้ตรงกันก่อนว่า โดยความหมายที่ถูกต้องแล้ว การทำ SEO นั้นไม่ใช่การทำ “อันดับ” แม้ว่าเป้าหมายมันจะเป็นเช่นนั้นก็ตาม

เรื่องที่ต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันก่อนคือ การทำ SEO นั้นเป็นงานที่ต้องใช้เวลาและความรู้ทางเทคนิคอลอยู่บ้าง ดังนั้นสำหรับคนที่โฟกัสไปที่เป้าหมายเลย (คนส่วนใหญ่เสียด้วย) คือการไปแสดงผลอยู่ในหน้าแรกเร็วๆ นั้น จึงมักจะแก้ปัญหาด้วยการว่าจ้างบริษัทรับทำ SEO ที่เชี่ยวชาญมาทำให้แทน แล้วพอต้องจ้างปัญหาที่ตามมาคือจะมีวิธีการเลือกอย่างไร เพราะค้นหาทีไรก็เจอบริษัทรับทำ SEO จำนวนมากที่มาด้วยจุดขายเรื่องราคาถูก

ประโยชน์ของการทำ SEO

ประโยชน์ที่สำคัญที่สุดของการทำ SEO คือ หากเราสามารถทำให้เว็บไซต์ของเราติดหน้าแรกหรือติดอันดับต้นๆ บนผลการค้นหาได้แล้ว เราจะสามารถเพิ่มจำนวนคนเข้าเว็บไซต์ (Traffic) โดยที่ไม่ต้องเสียเงินซื้อ และที่สำคัญมากกว่านั้นคือ Traffic ที่เข้ามานั้นจะเป็น Traffic ที่ค่อนข้างมีคุณภาพ เพราะคนที่เข้าเว็บจากการ Search มักจะมีความต้องการบางอย่างเกี่ยวกับสิ่งที่กำลังค้นหาอยู่แล้ว Traffic กลุ่มนี้จึงมีโอกาสเกิด การซื้อสินค้าและบริการ (Conversion) ที่ค่อนข้างสูง แต่การจะติดหน้าแรกได้นั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย และเป็นงานที่ต้องใช้เวลาอยู่พอสมควร แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ทำไม่ได้เลย ดังนั้นคนที่ทำ SEO จึงควรจะต้องศึกษาและทำความเข้าใจปัจจัยต่างๆ

Read More

วิธีการทำ SEO ให้ติดอันดับ

กลยุทธ์ สำหรับการทำ SEO ให้ประสบความสำเร็จมากที่สุดนั้นคือ “การทำ SEO ให้เป็นธรรมชาติที่สุด โดยคำนึงถึง User (ผู้ใช้งาน) เป็นหลัก” จะทำให้ได้เว็บไซต์ที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง และติดอันดับอย่างยั่งยืน

กลยุทธ์ การทำOn-page SEO

การใส่ Keyword เป้าหมายและ Keyword ที่เกี่ยวข้อง

  • ควรเลือก Keyword สอดคล้องกับเนื้อหาในหน้าเว็บไซต์ และดูจากปริมาณการค้นหาและหาไอเดียเพิ่มเติมด้วยเครื่องมือต่างๆ เช่น Google Keyword Planner,  KWFinder, Ahrefs 
  • ควรใส่ Keyword อย่างพอเหมาะในส่วนที่มีความสำคัญต่างๆ ภายในเว็บไซต์ เช่น Title Tag, Meta Description, H1 tag, H2 tag, เนื้อหาส่วนที่เป็น Plain Text (p tag), alt tag ในรูปภาพ
  • ควรหลีกเลี่ยงการใช้ Keyword ซ้ำๆ กันเป็นจำนวนมากเพื่อไม่ให้เป็น Keyword Spam หรือ Keyword Stuffing อีกทั้งยังไม่เป็นธรรมชาติเวลา User (ผู้ใช้งาน) มาอ่านเนื้อหา

 การเพิ่มเติมเนื้อหาที่มีคุณภาพ

  • ควรสร้างเนื้อหาที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนการทำ SEO ในหน้าเว็บไซต์ที่ต้องการให้ติดอันดับ ตลอดจนหน้าเว็บไซต์อื่นๆ ที่มีเนื้อหาสนับสนุนหรือเกี่ยวข้องกัน พร้อมทำลิงค์เชื่อมโยงเพื่อให้อ่านต่อ
  • ควรสร้างหน้าเว็บไซต์ใหม่ๆ ขึ้นมาเพื่อเพิ่มจำนวนหน้าในเว็บไซต์ เช่น บล็อก สาระความรู้ โดยเนื้อหาควรมีความเกี่ยวข้องกับธีมเนื้อหาหลักของเว็บไซต์
  • ควรเขียนเนื้อหาที่ให้ข้อมูลที่เจาะลึกและมีประโยชน์ พร้อมตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการค้นหา Keyword เพื่อให้เป็นเนื้อหาที่มีคุณภาพมากที่สุดในสายตาของ User
  • ควรเขียนเนื้อหาหรือเรียบเรียงข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ด้วยตัวเอง ไม่คัดลอกมาจากที่อื่น และไม่ใช้เครื่องมืออัตโนมัติในการสร้างบทความ

 การปรับปรุงโครงสร้างเว็บไซต์ให้เป็นมิตรกับ Search Engine และ User

  • ควรแบ่งหมวดหมู่เนื้อหาหรือสินค้าให้เป็นระบบตามลำดับชั้น และทำเมนูนำทาง (Navigation) ให้เป็นระเบียบดูเข้าใจง่าย เช่น Home > Product > Category
  • ควรเลือกใช้โครงสร้าง URL ที่ Search Engine สามารถอ่านได้ง่าย หลีกเลี่ยงการใช้ URL แบบ Dynamic ที่มีเครื่องหมาย ? และ =
  • ควรเลือกใช้โครงสร้าง URL ที่ User สามารถอ่านได้ง่าย โดยใช้คำภาษาอังกฤษ และใช้เครื่องหมาย – แบ่งระหว่างคำ เช่น …./what-is-seo/
  • ควรแยก URL หากเว็บไซต์มีหลายภาษา เช่น …/en/ …/jp/ โดยไม่ใช้ Cookies ในการเปลี่ยนภาษา เพราะ URL จะไม่มีการเปลี่ยนตาม ทำให้ Search Engine ไม่สามารถอ่านภาษาอื่นๆ ได้
  • ควรทำหน้าเว็บไซต์ให้โหลดได้รวดเร็วเพื่อไม่ให้ User ต้องรอนาน เช่น ใช้ระบบ Cache, ลดขนาดรูปภาพและไฟล์, แปลงไฟล์รูปภาพเป็น WebP, ทำ Lazy Loading ให้โหลดรูปเมื่อเลื่อนมาถึง
  • ควรเลือกใช้บริการ Hosting ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้เว็บไซต์มีความสเถียร ไม่ล่มง่าย รองรับการใช้งานเมื่อมีผู้เข้าใช้เป็นจำนวนมาก และทำให้โหลดได้เร็ว
  • ควรทำหน้าเว็บไซต์ให้รองรับกับอุปกรณ์มือถือ (Mobile-friendly) ซึ่งปัจจุบันยอดผู้เข้าชมส่วนใหญ่ประมาณ 80% มาจากช่องทางนี้

 การอัพเดตเว็บไซต์

  • ควรปรับปรุง หรือเพิ่มเติมข้อความในหน้าเว็บไซต์ที่ต้องการให้ติดอันดับ เพื่อเนื้อหามีการอัพเดตอยู่ตลอด
  • ควรเพิ่มข้อมูลใหม่ๆ ในเว็บไซต์ เช่น สินค้ามาใหม่ ข่าวสาร โปรโมชั่น ผลงานล่าสุด เพื่อให้เว็บไซต์มีความสดใหม่อยู่เสมอ

Read More

การตลาดออนไลน์ (Online Marketing)

การตลาดออนไลน์ (Online Marketing) ที่กำลังเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย เพราะสามารถทำให้ผู้อื่นรู้จักเราหรือสินค้าของเราได้อย่างกว้างขวาง

การตลาดออนไลน์ (Online Marketing) คือ การทำการตลาดในสื่อออนไลน์ เช่น โฆษณา Facebook, โฆษณา Google, โฆษณา Youtube, โฆษณา Instagram มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อทำให้สินค้าของเราเป็นที่รู้จักเพิ่มมากขึ้น โดยใช้วิธีต่างๆ ในการ โฆษณาเว็บไซต์ หรือ โฆษณาขายสินค้าที่จะนำสินค้าของเราไปเผยแพร่ตามสื่อออนไลน์ เพื่อให้ผู้อื่นได้รับรู้และเกิดความสนใจ จนกระทั่งเข้ามาใช้บริการหรือซื้อสินค้าของเราในที่สุด โดยการตลาดออนไลน์ (Online Marketing) สามารถทำได้หลายช่องทาง ดังนี้

Search Engine Marketing คือ การตลาดบน Search Engine เป็นการทำให้สินค้าของเราติดอันดับการค้นหาในลำดับแรกๆ ซึ่งจะทำให้เราถูกค้นพบได้ง่ายและถูกคลิกได้บ่อยกว่าเว็บไซต์ที่อยู่ด้านล่างหรืออยู่ในหน้าถัดไป แบ่งออกเป็น SEO (การทำเว็บไซต์ของเราให้ติดอันดับของ Google) กับ PPC (การซื้อ Ads บน Google)

Email Marketing คือ การตลาดที่ทำผ่านอีเมล เพื่อส่งข่าวสาร โปรโมชั่นต่างๆ ถึงลูกค้าที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย เป็นการตลาดที่ต้นทุนต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับการตลาดในรูปแบบอื่นๆ อีกทั้งยังเป็นการทำการตลาดที่ตรงกลุ่ม และสามารถเข้าถึงผู้รับภายในเวลาอันรวดเร็ว

Social Marketing คือ การตลาดที่ทำผ่าน Social Network ต่างๆ เช่น Facebook, Twitter, Instagram, Pinterest ฯลฯ ซึ่ง Social Marketing กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะมีสถิติการใช้งานสูงกว่าแหล่งออนไลน์ประเภทอื่น

การตลาดออนไลน์ (Online Marketing) ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่เรารู้จักสินค้าของเรา และสามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนได้ เพียงเท่านี้สินค้าของเราก็สามารถเป็นที่รู้จัก และสร้างยอดขายในโลกออนไลน์ได้อย่างง่ายดาย

Read More